ข้าวควบ หรือ ข้าวเกรียบว่าว

ข้าวควบ

ข้าวควบ หรือ ข้าวเกรียบว่าว บ้างเรียก ข้าวปอง เป็นขนมพื้นบ้าน แผ่นข้าวสีขาวนวลย่างให้เหลืองพองกรอบ ขนมขบเคี้ยวแสนอร่อยที่อยู่คู่ชาวไทยมานาน มีกล่าวไว้ในวรรณกรรมล้านนา

แม้ในอดีตข้าวเกรียบว่าวเคยได้รับการยกย่องว่าเป็นของกินเล่นยอดฮิต ทว่าปัจจุบันความนิยมเริ่มซาไปเด็กรุ่นใหม่แทบไม่รู้จัก ขณะที่ผู้ใหญ่หลายคนก็เริ่มหลงลืม เราจึงอยากชวนคุณรำลึกถึงของกินเล่นชนิดนี้กันอีกสักครั้ง

ข้าวควบ หรือ ข้าวเกรียบว่าว

ส่วนผสม

  • ข้าวสารเหนียว 1.2 ลิตร
  • น้ำตาลปี๊บ 600 กรัม
  • หัวกะทิ 1/2 ถ้วย
  • ไข่ไก่ 2 ฟอง
  • น้ำมันพืช 3 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

  • ตำข้าวเหนียวที่นึ่งสุกใหม่ ซึ่งใช้ครกมองดู ตำจนกระทั่งข้าวเหนียวละเอียดเป็นแป้งเหนียว ใช้เวลาโดยประมาณราวๆ 30 นาที
  • ใส่น้ำตาลปี๊บเคี่ยวผสมกะทิลงในครกมองดู ตำต่อกระทั่งกลายเนื้อเดียวกัน
  • ต้มไข่ไก่ให้สุก แกะเลือกเฉพาะไข่แดง มาขยี้ผสมกับน้ำมันพืชให้เป็นเนื้อเดียวกัน เพื่อใช้ทามือแล้วก็อุปกรณ์สำหรับในการทำข้าวควบ
  • นำแผ่นพลาสติกตัดเป็นวงกลม เส้นผ่านศูนย์กลางโดยประมาณราวๆ 5 นิ้ว บิแป้งโดยประมาณหัวนิ้วโป้ง กดให้แบน กดคลึงแป้งให้เป็นวงกลมด้วยกระบองไม้ คว่ำแผ่นแป้งลงบนแผ่นพลาสติกขนาดใหญ่
  • นำไปผึ่งแดดให้แห้งราวๆ 1 ชั่วโมง
  • พลิกด้านแป้ง รวมทั้งตากบนกระดงไม้ไผ่สาน อีกประมาณ 1 ชั่วโมง
  • แกะแป้งที่ตากออก พักไว้ให้เย็น เอามาเรียงซ้อนกันลงในกระติก และโดยใช้ใบตองรองข้างล่าง และก็ปิดปกคลุมด้านบน เก็บไว้เป็นเวลา 1 คืน
  • นำแผ่นข้าวควบออกมาปิ้งกับเตาถ่าน

เคล็ดลับวิธีการความอร่อย

การปรุง : ไข่ไก่ต้ม ใช้เฉพาะไข่แดง เอามาขยี้ให้เข้ากับน้ำมันบ้างเล็กน้อย สำหรับทามือระหว่างที่หยิบแป้งข้าวควบ เพื่อไม่ให้ติดแป้งนั้นติดมือ

การเลือกส่วนผสม : น้ำตาลปี๊บให้เลือกแบบที่ไม่มีน้ำตาลผสมเนื่องจากว่าถ้าหากมีน้ำตาลทรายผสม จะมีผลให้ข้าวควบไม่พองตัวเมื่อย่างไฟนั้นเอง…

“กล้วยทอด” อร่อย กรอบ นุ่ม ในคำเดียว

กล้วยทอด

สายของทอดจะต้องจัดเตรียมเขียนสูตร เพราะเหตุว่าวันนี้เราจะพาคุณมาทำ “ กล้วยทอด ” สูตรเด็ด อร่อยเพลิดเพลินทั้งนุ่มทั้งกรอบในคำเดียว บอกเลยว่างานนี้เกลี้ยงจานแน่นอนค่ะ

กล้วยทอด  สูตรเด็ด หอม กรอบ น่าทานสุดๆ

ส่วนผสม

  • กล้วยน้ำว้า 1 หวี
  • แป้งข้าวเจ้า 1 ถ้วย
  • แป้งข้าวโพด 2 ช้อนโต๊ะ
  • กะทิ 1/2 ถ้วย
  • เกลือ 1 ช้อนชา
  • น้ำตาลทราย 1 ถ้วย
  • งาขาวคั่ว 1 ถ้วย
  • มะพร้าวขูด 1 ถ้วย
  • น้ำปูนใส 2 – 3 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมันสำหรับทอด 2 ถ้วย
  • น้ำเย็น 1/2 ถ้วย

วิธีทำ

  • เริ่มต้นด้วยการเตรียมส่วนผสมของแป้งกันก่อน โดยใส่แป้งข้าวเจ้าและแป้งข้าวโพด ลงในชามผสมทั้งหมด จากนั้นเทน้ำกะทิและน้ำปูนใสตามลงไป ตีให้ส่วนผสมเข้ากัน
  • เมื่อผสมเข้ากันแล้วให้ใส่น้ำสะอาดตามลงไปประมาณ 1/4 ถ้วย คนให้เข้ากัน หากน้ำน้อยเกินไปให้ค่อย ๆ เทน้ำที่เหลือตามลงไปได้อีก
  • ค่อย ๆ เติมน้ำตาลทรายลงไป คนให้น้ำตาลทรายละลายไปกับส่วนผสมในถ้วยจนส่วนผสมเข้าเนื้อกัน
  • จากนั้นใส่มะพร้าวขูด ตามด้วยงาขาวคั่วลงไป ผสมให้เข้ากันจนได้แป้งเข้มข้นสำหรับชุบกล้วย
  • ปอกเปลือกและฝานกล้วยเป็นชิ้นบาง ประมาณ 1 ใน 3 ต่อกล้วย 1 ผล ใส่ลงในชามแป้งที่ผสมไว้เรียบร้อยแล้วเตรียมลงทอด
  • ตั้งกระทะด้วยไฟกลางใส่น้ำมันรอให้กระทะร้อน จากนั้นให้นำกล้วยที่ฝานและชุบแป้งแล้วลงทอดในกระทะ หมั่นใช้ตะหลิวคนกล้วยในกระทะไปเรื่อย ๆ เผื่อให้สุกทั่วถึง ใช้เวลาในการทอดกล้วยประมาณ 5 – 8 นาที เมื่อกล้วยสุกให้นำพักไว้ในตะแกรงให้สะเด็ดน้ำมัน หรือหากบ้านไหนมีกระดาษซับมันสามารถนำมาใช้วางรองบนจนเพื่อซับน้ำมันในตัวกล้วย

หมายเหตุ

  • ควรที่จะเลือกกล้วยที่มีลักษณะสีเหลืองแกมเขียว เป็นกล้วยที่ยังไม่สุกดี ด้วยเหตุว่ากล้วยจะได้ไม่สุกนิ่มจนเกินไปเวลาทอด
  • ต้องการที่จะให้กล้วยทอดมีความหอมเพิ่มขึ้น ชี้แนะว่าให้นำใบเตยล้างสะอาดเช็ดถูให้แห้งสนิท มาหั่นเป็นท่อนนำลงใส่ไว้กับน้ำมันในกระทะ เวลานำกล้วยลงทอดจะได้กลิ่นที่หอมน่าทานเพิ่มขึ้น
  • น้ำปูนใสช่วยสำหรับในการเพิ่มความกรอบ ซึ่งถ้าหากคุณแม่บ้านท่านไหนหาน้ำปูนใสมิได้ เราเสนอแนะให้เปลี่ยนแปลงมาใช้ผงฟูราวๆ 1 1/2 ช้อนโต๊ะใส่ลงไปพร้อมด้วยแป้งในขั้นตอนที่ 1 แทนน้ำปูนใสได้เลยจ้ะ จะช่วยทำให้กล้วยทอดของคุณแม่บ้านกรอบน่าทานมากๆ

พร้อมเสิร์ฟแล้วสำหรับเมนูกล้วยทอด หอมกรอบน่าทานสุดๆค่ะคุณ แต่ว่าถึงจะมองเป็นเมนูง่ายๆก็ยังแอบมีกลเม็ดที่ทำให้เมนูนี้อร่อยกว่าเดิมจากที่เราได้ชี้แนะไป ถ้าหากห้ามใจไม่ไหวก็ไม่ต้องรอช้า…

กล้วยบวชชี ขนมไทย อันดับต้น ๆ ที่ทุกคนต้องนึกถึง

ขนมไทยสุดง่าย

ถ้าหากมองหาวิธีทำ ขนมไทยสุดง่าย เชื่อว่าอันดับต้น ๆ ที่นึกถึงคงต้องเป็นวิธีทำกล้วยบวชชีแน่นอน ว่างแบบนี้ๆ มาทำกินเองกันเลย มาพร้อมเคล็ดลับการต้มกล้วยไม่เละ ไม่ดำ รสชาติไม่ฝาด รับรองอร่อยจนคำสุดท้ายจ้า

ขนมไทยสุดง่าย ที่ใครๆต้องได้ลองชิม

ส่วนผสม

-กล้วยน้ำว้าห่าม 1 หวี

-หางกะทิ 500 มิลลิลิตร

-ใบเตย 2 ใบ

-น้ำตาลปี๊บ 4 ช้อนโต๊ะ

-น้ำตาลทราย 4 ช้อนโต๊ะ

-เกลือปริมาณเล็กน้อย

-หัวกะทิ 400 มิลลิลิตร

วิธีทำ

-ต้มกล้วยน้ำว้าในน้ำเดือด ประมาณ 3-5 นาที จนผิวกล้วยเริ่มแตกออก ตักขึ้น ปอกเปลือกแล้วหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ

-ต้มหางกะทิกับใบเตยจนเดือด ใส่กล้วยตามด้วยน้ำตาลปี๊บ น้ำตาลทราย และเกลือ ต้มจนเดือดอีกครั้ง ใส่หัวกะทิลงไป ต้มจนเดือดประมาณ 3 นาที ตักใส่ถ้วย พร้อมรับประทาน

กล้วยบวชชี แค่กลิ่นลอยมาก็น้ำลายสอ ประโยชน์ กล้วยน้ำว้า

ขนมไทยสุดง่าย

กล้วยน้ำว้า สรรพคุณ ประโยชน์ บำรุงร่างกายและดูแลสุขภาพ กล้วยน้ำว้า เป็นผลไม้ไทยๆ ที่มีมาแต่โบราณเป็นภูมิปัญญาไทยมีแค่ประเทศไทยประเทศเดียว คนไทยทุกคนเกิดมาก็ต้องรู้จักกล้วยน้ำว้าเป็นอย่างดี

กล้วยน้ำว้า ถึงจะเป็นผลไม้ ที่ไม่น่าจะให้พลังงานได้เยอะ แต่เชื่อหรือไม่ว่า กล้วยเป็นแหล่งพลังงานสำรองชั้นดี ในกล้วย 1 ผล สามารถให้พลังงานได้ร่วม 100 แคลอรี่ มีน้ำตาลธรรมชาติอยู่ 3 ชนิด ทั้ง ซูโครส ฟรุคโทส และกลูโครส รวมไปถึงเส้นใยและกากอาหาร และอุดมด้วย วิตามินบี 6 ที่ช่วยกระตุ้นระบบภูมิต้านทาน แถมแร่ธาตุอย่างแมกนีเซียมและโพแทสเซียม ที่ช่วยป้องกันโรคความดันอีก

ในบรรดากล้วยทั้งหมด กล้วยน้ำว้าให้แคลเซียมสูงที่สุด นอกจากนั้นก็ยังมีวิตามินบี 1 บี 2 ซี และไนอะซิน (บี 6) ในปริมาณที่เท่า ๆ กัน แต่ที่ทำให้กล้วยน้ำว้า มีคุณค่าสารอาหารที่พิเศษกว่ากล้วยชนิดอื่น นั่นก็คือ โปรตีนที่อยู่ในกล้วยน้ำว้า มีกรดอะมิโน อาร์จินิน และฮีสติดิน ซึ่งมีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของทารก ถึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมตอนเด็ก ๆ ผู้ใหญ่ถึงให้เรากินกล้วยบด เพราะอุดมด้วยสารอาหาร และวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกายเรานั่นเอง

สรรพคุณของกล้วยน้ำว้าช่วยป้องกันโรค

-ช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอ รับประทานวันละ 5 – 6 ผล จะช่วยให้อาการระคายเคืองลดน้อยลง

-ยังช่วยระงับกลิ่นปากได้ วิธีการก็คือ รับประทานกล้วยน้ำว้าหลังตื่นนอนทันที แล้วค่อยแปรงฟัน จะช่วยลดกลิ่นปากได้มาก

-ยังสามารถรักษาโรคกระเพาะ เพราะในกล้วยน้ำว้ามีสารแทนนินอยู่มาก จึงสามารถช่วยรักษาอาการท้องเสียแบบไม่รุนแรงได้

-แก้ท้องผูก ก็สามารถแก้ท้องเดินหรือท้องเสียได้

จะเห็นได้ว่ากล้วยน้ำว่ามีประโยชน์มากมาย กล้วยน้ำว้าหารับประทานได้ไม่ยาก ราคาของกล้วยน้ำว้า ก็ไม่แพงเมื่อเทียบกับผลไม้อื่น หากได้รับประทานกล้วยน้ำว้า เพียงวันละ ลูก ก็จะทำให้เราห่างไกลหมอได้พอสมควร หากได้รับประทานกล้วยน้ำว้า เพียงวันละ 5-6 ลูก ก็จะทำให้เราห่างไกลหมอได้พอสมควร

นอกจากนี้ กล้วยน้ำว้า ยังมีแคลเซียมสูงและดูดซึมได้เร็ว 5-6 เท่า เมื่อถูกความร้อนโ ดยเฉพาะ กล้วยบวชชีและกล้วยปิ้ง…

บัวลอยไข่หวาน อร่อย หอม หวาน มัน เนื้อเหนียวนุ่ม

บัวลอย

สูตรเนื้อแป้งใส่เผือก ฟักทอง และน้ำใบเตยลงไปด้วยทำให้ได้สีเม็ดบัวลอยจากธรรมชาติ บัวลอย เนื้อเหนียวนุ่ม เข้ากันดีกับน้ำกะทิหวานหอม ยิ่งถ้ามีไข่หวานเคี้ยวกันอร่อย ไปพร้อมกัน

บัวลอย ไข่หวาน อร่อย หอม หวาน มัน

ส่วนผสม

-แป้งข้าวเหนียว 1 ถ้วย

-น้ำเปล่า 1/4 ถ้วย

-เผือกนึ่งสุก

-ฟักทองนึ่งสุก

-น้ำใบเตยคั้นเข้มข้น

-กะทิ 1 ถ้วย

-น้ำตาลทราย 1 ถ้วย

-เกลือป่น 1 ช้อนชา

-ไข่ไก่

วิธีทำ

-แบ่งแป้งออกเป็น 3 ส่วน

ส่วนที่ 1 นวดผสมแป้งกับน้ำเปล่าและเผือกนึ่งสุก

ส่วนที่ 2 นวดแป้งกับน้ำเปล่าและฟักทองนึ่งสุก

ส่วนที่ 3 นวดแป้งกับน้ำใบเตย นวดผสมจนเข้ากันเป็นเนื้อเดียว ปั้นเป็นก้อนกลม ๆ แล้วนำไปคลุกแป้งข้าวเหนียวบาง ๆ เตรียมไว้

-ใส่น้ำกะทิลงในหม้อ เติมน้ำตาลทรายและเกลือป่นคนผสมจนละลาย นำขึ้นตั้งไฟพอเดือด รีบปิดไฟ เตรียมไว้

-ต้มน้ำเปล่าในหม้อจนเดือด นำบัวลอยลงต้มทีละสีจนลอยขึ้นมา จากนั้นตักขึ้นสะเด็ดน้ำ ใส่ลงในถ้วย ตักกะทิที่เตรียมไว้ใส่ลงไป

-ตอกไข่ไก่ใส่ถ้วย ค่อย ๆ เทลงในหม้อน้ำกะทิ รอจนไข่สุกตามชอบ จากนั้นตักใส่ลงในถ้วยบัวลอย พร้อมเสิร์ฟ

แค่นี้ก็ได้ขนมหวานถ้วยโปรด ที่เราต้องคุ้นเคย และชื่นชอบกันอย่างมาก…

“ขนมมันม่วงถ้วยฟู” ชีวิตจะได้รุ่งโรจน์ เฟื่องฟู

รับรองว่าอร่อยไม่แพ้กันแน่นอน

สูตรขนมถ้วยฟูที่พิเศษเพราะใช้ส่วนผสมหลักอย่างมันม่วงมาทำให้หอมอร่อย ได้รสชาติมันม่วงแบบเต็มที่สุด ๆ จะกินแบบเดิม ๆ ก็เบื่อกันแย่ ยังไงก็ลองเปลี่ยนมาเป็น ถ้วยฟูมันม่วง กันดูสักหน่อย รับรองว่าอร่อยไม่แพ้กันแน่นอน

 “ขนมมันม่วงถ้วยฟู” รับรองว่าอร่อยไม่แพ้กันแน่นอน

ส่วนผสม

-แป้งเค้ก 250 กรัม

-มันม่วงนึ่ง 200 กรัม

-น้ำตาลทราย 180 กรัม

-กะทิ 250 กรัม

-ยีสต์ 1 1/2 ช้อนชา

-ผงฟู 1 1/2 ช้อนชา

-นมสด 100 กรัม

-น้ำมะนาว 1 ช้อนชา

วิธีทำ

-เตรียมอ่างผสม จากนั้นร่อนแป้งและผงฟูเข้าด้วยกัน

-นำมันม่วงที่นึ่งแล้วมาปั่นกับกะทิให้ละเอียด พอได้เนื้อเนียนแล้วก็นำไปเทลงในชามแป้งที่เราร่อนเตรียมไว้

-จากนั้นก็มาเพิ่มกล้ามแขนด้วยขั้นตอนการนวดแป้ง นวด ๆ ๆ ส่วนผสมจนเข้ากัน

-เมื่อนวดแป้งได้ที่แล้ว ให้ค่อย ๆ เติมนมสดลงไป พร้อม ๆ กับนวดไปด้วย นวดจนส่วนผสมเริ่มเหลวพอสำหรับตักหยอด

-เสร็จแล้วใส่ยีสต์ลงไป แล้วคนแป้งขนมกับยีสต์ให้เข้ากัน เติมน้ำมะนาวแล้วคนให้เข้ากันอีกครั้ง ค่อยปิดฝาภาชนะทิ้งไว้ 45 นาที

-ระหว่างนี้ต้มน้ำให้เดือด เอาแบบชนิดที่ว่าเดือดปุด ๆ เลย แล้วค่อยนำแป้งที่พักไว้ตักใส่ในพิมพ์ที่รองด้วยกระทงกระดาษ นำไปวางลงในซึ้งให้ห่างกันพอประมาณ จะได้ร้อนอย่างทั่วถึง นึ่งด้วยไฟแรงประมาณ 12 นาที

-เสร็จแล้วก็จะได้ถ้วยฟูมันม่วงออกมาสวยงาม หน้าแตกพองาม ฟูกำลังดี เตรียมเสิร์ฟรับความหอมหวานได้เลย

เคล็ดลับ
ขั้นตอนก่อนนำนึ่ง ถ้าอยากได้รสสัมผัสจากเนื้อมันม่วง แนะนำให้หั่นมันม่วงที่นึ่งเกือบสุกเป็นชิ้นเต๋า วางลงบนส่วนผสมถ้วยฟู แล้วนำเข้านึ่ง เท่านี้ก็ได้สีสันของมันม่วงมาประดับถ้วยฟูให้ดูน่ากิ๊นน่ากิน

สูตรขนมถ้วยฟูไม่ได้ยากเกินอย่างที่คิด แถมยังเพิ่มความคูลด้วยมันม่วง ยิ่งทำให้สูตรนี้หอมอร่อยยิ่งขึ้นเข้าไปอีก สาวกมันม่วงอย่ารอช้า…

เต็มปาก เต็มคำ กับ “โตเกียวยักษ์” เมนูสุดโปรดหน้าโรงเรียน

บอกเลยว่าไม่มีใครไม่รู้จัก

บอกเลยว่าไม่มีใครไม่รู้จัก “ขนมโตเกียว” นั้นถือว่าเป็นขนมโปรดปรานในวัยเด็กของใครหลาย ๆ คนกันใช่ไหมละคะ เพราะเป็นเมนูอร่อยหน้าโรงเรียน น่ารับประทานได้ไม่ยาก แต่พอโตขึ้นมาก็แอบคิดถึงเจ้าขนมนี้อยู่ไม่น้อย

บอกเลยว่าไม่มีใครไม่รู้จัก

บอกเลยว่าไม่มีใครไม่รู้จัก “ขนมโตเกียว” เมนูอร่อยหน้าโรงเรียน

สำหรับใครที่อยากย้อนวัยไปชิมรสอร่อยของขนมโตเกียว วันนี้เรามีสูตรเด็ด “โตเกียวยักษ์” มาให้ได้ลองทำกัน รับรองกินชิ้นเดียวไม่พอต้องต่ออีกหลายชิ้นกันเลย

ส่วนผสมโตเกียวยักษ์

-แป้งสาลีอเนกประสงค์ 1 ถ้วยตวง

-ไส้กรอกต้ม 5 ชิ้น

-หมูสับต้มสุก 100 กรัม

-ไข่ไก่ 2 ฟอง

-เกลือป่น 1/4 ช้อนชา

-เบกกิ้งโซดา 1/4 ช้อนชา

-ผงฟู 1 ช้อนชา

-นมสด 1 ถ้วยตวง

-น้ำตาลทราย 1/4 ถ้วยตวง

-ซอสมะเขือ

-เทศมายองเนส

วิธีทำโตเกียวยักษ์

-ขั้นตอนแรก ผสมวัตถุดิบสำหรับทำแป้งโตเกียว โดยเริ่มจากตีแป้ง เกลือ เบกกิ้งโซดาและผงฟูให้เข้ากัน แนะนำว่าให้ใช้ที่ร่อนในการผสมเพื่อทำให้เนื้อแป้งเนียนและเข้ากันได้ดีมากขึ้น เวลารับประทานจะได้เนียนนุ่มอร่อยกว่าเดิม

-เมื่อผสมแป้งในข้อ 1 เรียบร้อยแล้ว ให้นำนม น้ำตาลทราย และไข่ไก่ ผสมตามลงไป เสร็จแล้วตีให้เข้ากันเพื่อที่แป้งจะได้ไม่จับตัวเป็นเม็ดหรือขึ้นฟอง

-นำกระทะตั้งไฟอ่อน ๆ รอ และใช้สเปรย์น้ำมัน หรือจะหยดน้ำมันลงไปเล็กน้อยก็ได้ รวมถึงเนยสดที่เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่สามารถนำมาใช้ได้แทนน้ำมันเพื่อความหอมของโตเกียวยักษ์

-เมื่อกระทะร้อนได้ที่ ให้ตักแป้งผสมลงไปกลางกระทะ 1 ทัพพี แล้วปาดแป้งเป็นแผ่นกลมให้ทั่วกระทะ ขั้นตอนนี้ต้องทำอย่างรวดเร็วเพื่อป้องกันแป้งจับเป็นก้อนบนกระทะ

-เมื่อแป้งสุกแล้ว นำเอามายองเนสและซอสมะเขือเทศปาดลงบนแผ่นแป้ง แล้วจึงนำไส้กรอก หมูสับมาใส่ตรงกลางไส้ เสร็จแล้วค่อย ๆ ม้วนโตเกียวยักษ์บนกระทะให้สวยงาม แค่นี้ก็พร้อมเสิร์ฟความอร่อยแล้วชิ้นโตกันได้แล้ว

เคล็บลับ ***อย่างแรกที่แนะนำสำหรับมือใหม่ก็คือ ให้ใช้กระทะเทปลอนเพื่อป้องกันแผ่นแป้งติดกระทะ รวมถึงต้องเลือกเปิดไฟอ่อน ๆ ในการทำ เมื่อกระทะร้อนแล้วให้ใช้เนยหรือน้ำมันทากระทะก่อนเสมอเพื่อความเนียนสวยของแผ่นแป้งโตเกียวยักษ์ และท้ายสุด

สำหรับใครที่อยากให้แป้งออกมามีกลิ่นหอมหวานกว่าเดิม สามารถเหยาะกลิ่นวานิลลาลงไปในขั้นตอนการผสมแป้ง เพื่อที่จะทำให้โตเกียวยักษ์มีกลิ่นหอมเย้ายวนน่าทานมากขึ้น…

สูตรขนมหยกมณี สูตรขนมไทยโบราณหากินยาก ชื่องามนามเพราะอร่อยเลอค่า

สูตรขนมหยกมณี

สูตรขนมหยกมณี สูตรขนมไทยโบราณหากินยาก

สูตรขนมหยกมณี ใครมีสาคูหยิบมารอเลยค่ะ ชวนทำขนมไทยโบราณอย่างขนมหยกมณี สูตรจาก คุณ Rin’s Cookbook (#Rinscookbook) จับสาคูใส่ใบเตย เติมน้ำตาลทราย ตักชิ้นพอดีคำคลุกมะพร้าว ทำง่ายจริง ๆ นะขอบอก

ส่วนผสม ขนมหยกมณี

• สาคูเม็ดเล็ก 1 ถ้วยตวง
• ใบเตยหั่น 5-6 ใบ
• น้ำเปล่า หรือน้ำลอยดอกมะลิ (สำหรับปั่นน้ำใบเตย) 2 ถ้วยตวง
• น้ำ (สำหรับต้มสาคู) 1+1/2 ถ้วยตวง
• น้ำตาลทราย 1 ถ้วยตวง
• มะพร้าวทึนทึกขูดฝอย 1 ถ้วยตวง
• เกลือป่น 1/2 ช้อนชา

วิธีทำขนมหยกมณี

1. ล้างสาคู โดยเทสาคูลงไปบนตะแกรง ใส่น้ำเปล่าลงไป ใช้มือคนเล็กน้อย เทน้ำทิ้ง ทำซ้ำ 2 รอบ พักสาคูไว้บนตะแกรงให้สะเด็ดน้ำประมาณ 15-20 นาที
2. คั้นน้ำใบเตย โดยหั่นใบเตยเป็นชิ้นเล็ก ๆ ใส่โถปั่น เติมน้ำเปล่า หรือน้ำลอยดอกมะลิลงไป ปั่นให้ละเอียด กรองด้วยผ้าขาวบาง หรือถุงกาแฟ เตรียมไว้
3. พอพักสาคูไว้จนครบ 15 นาทีแล้ว เทน้ำเปล่าใส่กระทะ หรือหม้อ เปิดไฟแรงสูง พอน้ำเดือดพล่านให้ปรับเป็นไฟกลาง จากนั้นใส่สาคูลงไปคนอย่างเร็ว (เพราะสาคูจะจับเป็นก้อน) คนจนสาคูเริ่มจับตัวเป็นก้อน มีลักษณะเป็นตากบคือ มีสีขุ่นตรงกลางและภายนอกสีใส
4. ใส่น้ำใบเตยลงไปคนให้เข้ากัน กวนส่วนผสมไปเรื่อย ๆ ถ้าชอบสาคูเป็นแบบตากบก็ใส่น้ำตาลทรายลงไปได้เลย หรือถ้าชอบสาคูสุกมากก็กวนจนน้ำแห้งแล้วค่อยใส่น้ำตาลทรายลงไป (ชอบแบบไหนก็ใส่น้ำตาลลงไปตอนนั้น)
5. พอใส่น้ำตาลทรายเสร็จแล้วก็กวนส่วนผสมต่อไปอีกประมาณ 5 นาที หรือจนขนมค่อนข้างหนืดตัวและข้นแต่ไม่แห้ง
6. เทขนมใส่ถาด เกลี่ยให้เท่า ๆ กัน (ห้ามจุ่มมือลงไปเพราะขนมร้อนมาก ๆ) ผึ่งขนมไว้จนเย็น
7. ระหว่างรอขนมเย็นให้นึ่งมะพร้าวขูดในชุดนึ่งใช้ไฟแรงประมาณ 15 นาที จากนั้นนำมะพร้าวใส่จาน โรยเกลือป่น คลุกเคล้าให้ทั่ว
8. นำช้อนกินข้าวไปจุ่มน้ำเล็กน้อย จากนั้นนำมาตักขนมหยกมณีเป็นคำ ๆ วางขนมหยกมณีลงบนมะพร้าว คลุกเคล้าขนมหยกมณีกับมะพร้าวให้เข้ากัน ตักใส่ภาชนะ พร้อมเสิร์ฟ

บาคาร่า

สูตรข้าวต้มหัวหงอก ขนมไทยโบราณของชาวล้านนา

สูตรข้าวต้มหัวหงอก

สูตรข้าวต้มหัวหงอก ขนมไทยโบราณของชาวล้านนา

สูตรข้าวต้มหัวหงอก ข้าวต้มมัดที่เรารู้จักกันดี รู้มั้ยว่า แค่นำมาคลุกกับมพร้าวขูดก็กลายเป็นเมนูขนมหวานที่เก่าแก่และโบราณ ของชาวล้านนาแล้วค่ะ ข้าวต้มมัดที่นำมาคลุกกับพร้าวขูดจะเรียกว่า ข้าวต้มหัวหงอก จะได้สัมผัสความอร่อยที่ไม่ใช่แค่ข้าวต้มมัด

ส่วนผสม

ข้าวเหนียวแช่น้ำ 300 กรัม (แช่น้ำทิ้งไว้ประมาณ 3 ชั่วโมง)
กล้วยน้ำว้า (ห่าม) ตามชอบค่ะ
มะพร้าวขูด 250 กรัม
น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ
เกลือ 1/2 ช้อนชา
วิธีทำ

1. เตรียมใบตอง 2 ใบ ต่อ 1 ชิ้น ตัดให้เป็นขนาดเล็กและขนาดใหญ่ จากนั้นก็ตักข้าวเหนียวลงไป เกลี่ยให้กระจาย แล้ววางกล้วยลงไป แล้วตักข้าวเหนียวทับกล้วยอีกที
2. ห่อใบตองให้ทบกัน แล้วเอามามัดติดกันเป็นสองอัน
3. นำไปต้มโดยใช้เวลา 1.30 ชั่วโมง
4. เตรียมมะพร้าวขูด ผสมน้ำตาลทรายและเกลือ จากนั้นก็แกะข้าวต้มมัดออก แล้วนำไปคลุกกับมะพร้าว
5. ตักขึ้นมาหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ แล้วจัดจานเสิร์ฟได้เลยค่ะ  บาคาร่า

สูตรข้าวหมาก สูตรขนมคลายร้อนหวานหอมเย็นฉ่ำใคร ๆ ก็ทำได้

สูตรข้าวหมาก

สูตรข้าวหมาก สูตรขนมคลายร้อนหวานหอมเย็นฉ่ำ

สูตรข้าวหมาก ใครอยากหาขนมคลายร้อน โดยเฉพาะเมนูข้าวหมากโบราณ เช่น ข้าวหมากรสสุคนธ์ ข้าวหมาก 7-11 เป็นต้น แม้จะอร่อยแต่ครั้นจะซื้อก็ขายหมดเกลี้ยง เพื่อตัดปัญหาลองมาทำกินเองกันเถอะ กระปุกดอทคอมขอนำเสนอวิธีทำข้าวหมาก จับข้าวเหนียวนึ่งมาล้างแล้วคลุกกับลูกข้าวหมาก บ่มไว้ประมาณ 3 วันรอให้หวานแล้วแช่เย็น ใครจะดัดแปลงเป็นข้าวหมากข้าวเหนียวดำก็ตามชอบเลยค่ะ

ส่วนผสม ข้าวหมาก
ข้าวเหนียวที่นึ่งสุกแล้ว 600 กรัม
แป้งข้าวหมาก 2-3 ลูก

วิธีทำข้าวหมาก
1. ล้างยางข้าวเหนียวนึ่งสุกในน้ำจนหมด เทใส่ตะแกรงพักให้สะเด็ดน้ำ เตรียมไว้
2. นำลูกข้าวหมากไปคลุกข้าวเหนียวที่ล้างแล้วให้เข้ากัน
3. นำไปบ่มโดยนำใส่ภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิดในอุณหภูมิห้องปกติ ประมาณ 3 วัน
4. พอครบ 3 วันแล้วให้นำไปแช่เย็นอีก 1 คืน ก่อนรับประทาน

คาสิโนออนไลน์

ถ้ารู้ว่าวิธีทำข้าวหมากง่ายแบบนี้คงเลิกซื้อกินไปตั้งนานแล้ว เอาล่ะ… หน้าร้อนนี้ลองทำกินเองดีกว่า ขอตัวไปนึ่งข้าวเหนียวก่อนนะคะ…

สูตรวุ้นกรอบ สูตรขนมไทยสีสวยกรอบหนึบแค่มีแดดก็ทำได้

สูตรวุ้นกรอบ

สูตรวุ้นกรอบ สูตรขนมไทย

สูตรวุ้นกรอบ สีหวานแหววชิ้นพอคำ กรอบนอกหนึบใน เก็บไว้กินได้เป็นเดือน

เอ่ยถึงเมนูวุ้น ส่วนใหญ่จะนึกถึงเมนูวุ้นกะทิ เมนูวุ้นกะทิใบเตย หรือเมนูวุ้นกะทิผลไม้ ถ้าหากเอียน ๆ ลองเปลี่ยนมาทำเมนูวุ้นกรอบกันไหม กระปุกดอทคอมขอนำเสนอวิธีทำวุ้นกรอบ สูตรจาก ครัวป้ามารายห์ จับน้ำวุ้นผสมแป้งและเติมสีผสมอาหาร พอเซตตัวก็หั่นเป็นชิ้นเต๋า แล้วเอาไปตากแดดจนกรอบแห้ง ใครจะแปลงร่างเป็นเมนูวุ้นกรอบใบเตย เมนูวุ้นกรอบกาแฟ หรือเมนูวุ้นกรอบน้ำผลไม้ก็ตามชอบเลยค่ะ

ส่วนผสม วุ้นกรอบ
ผงวุ้น 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำลอยดอกมะลิ 425 มิลลิลิตร
น้ำตาลทราย 325 กรัม
แป้งเท้ายายม่อม 20 กรัม+น้ำเปล่า 20 มิลลิลิตร
สีผสมอาหาร

วิธีทำวุ้นกรอบ

►​ ​ผสมผงวุ้นกับน้ำลอยดอกมะลิในหม้อ คนให้ละลายเข้ากันแล้วพักให้วุ้นเซตตัว 10-15 นาที เพื่อให้วุ้นอิ่มน้ำค่ะ
►​ ​นำหม้อต้มวุ้นตั้งไฟแล้วเติมน้ำตาลทรายลงไป ต้มจนเดือดและวุ้นละลายหมด
​​​​►​ ​จากนั้นเติมแป้งเท้ายายม่อมที่ละลายน้ำลงไป กวนจนแป้งสุก จะมีลักษณะสีที่ใสขึ้น จากนั้นยกลงจากเตา
►​ ​แบ่งน้ำวุ้นใส่ถ้วยผสมสีตามชอบ (ถ้าต้องการให้สีสด ๆ สามารถเพิ่มสีตามชอบค่ะ)
►​ ​เทใส่พิมพ์ (พิมพ์แล้วแต่เราเลยค่ะ) แล้วพักให้วุ้นเซตตัวประมาณ 20-30 นาที
►​ ​พอวุ้นเซตตัวก็แกะออกจากพิมพ์
►​ ​ตัดขนาดตามชอบค่ะ จากนั้นนำไปตากแดดประมาณ 3-4 วันค่ะ
​​​​►​ ​เสร็จแล้วจ้าวุ้นกรอบน่าตาน่ารักและก็น่ากินมาก ๆ

ขอบคุณแหล่งที่มา https://cooking.kapook.com