แพนเค้กกล้วยหอม บาคาร่า เว็บไหนดี pantip

แพนเค้กกล้วยหอม

แพนเค้กกล้วยหอม บาคาร่า เว็บไหนดี pantip

แพนเค้กกล้วยหอมสูตรนี้ไม่มีแป้ง มีแต่เนื้อกล้วยล้วนๆกับไข่ไก่แค่นั้น คงจะถูกใจคนกลัวอ้วนหรือรักสุขภาพสุดๆราดน้ำผึ้งหรือไม่ราดก็ตามสะดวกเลยนะ บาคาร่า เว็บไหนดี pantip

ส่วนผสม แพนเค้กกล้วยหอม

ไข่ไก่ 2 ฟอง
กล้วยหอมบดละเอียด 1 ลูก
กล้วยหอมฝานบาง 1 ลูก
เนยสดสำหรับทอด
น้ำเชื่อม หรือไซรัปตามใจชอบ

วิธีการทำแพนเค้กกล้วยหอม

1. ตีผสมไข่ไก่ เติมกล้วยหอมบด และก็กล้วยหอมฝานบาง คนผสมให้เข้ากัน เตรียมไว้
2. ใส่เนยลงในกระทะ ตักแพนเค้กกล้วยหอมลงเป็นแผ่น รอคอยจนสุกทั้งสองด้าน ตักใส่จาน ราดน้ำเชื่อมกลิ่นที่ชอบ พร้อมรับประทาน…

ข้าวควบ หรือ ข้าวเกรียบว่าว

ข้าวควบ

ข้าวควบ หรือ ข้าวเกรียบว่าว บ้างเรียก ข้าวปอง เป็นขนมพื้นบ้าน แผ่นข้าวสีขาวนวลย่างให้เหลืองพองกรอบ ขนมขบเคี้ยวแสนอร่อยที่อยู่คู่ชาวไทยมานาน มีกล่าวไว้ในวรรณกรรมล้านนา

แม้ในอดีตข้าวเกรียบว่าวเคยได้รับการยกย่องว่าเป็นของกินเล่นยอดฮิต ทว่าปัจจุบันความนิยมเริ่มซาไปเด็กรุ่นใหม่แทบไม่รู้จัก ขณะที่ผู้ใหญ่หลายคนก็เริ่มหลงลืม เราจึงอยากชวนคุณรำลึกถึงของกินเล่นชนิดนี้กันอีกสักครั้ง

ข้าวควบ หรือ ข้าวเกรียบว่าว

ส่วนผสม

  • ข้าวสารเหนียว 1.2 ลิตร
  • น้ำตาลปี๊บ 600 กรัม
  • หัวกะทิ 1/2 ถ้วย
  • ไข่ไก่ 2 ฟอง
  • น้ำมันพืช 3 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

  • ตำข้าวเหนียวที่นึ่งสุกใหม่ ซึ่งใช้ครกมองดู ตำจนกระทั่งข้าวเหนียวละเอียดเป็นแป้งเหนียว ใช้เวลาโดยประมาณราวๆ 30 นาที
  • ใส่น้ำตาลปี๊บเคี่ยวผสมกะทิลงในครกมองดู ตำต่อกระทั่งกลายเนื้อเดียวกัน
  • ต้มไข่ไก่ให้สุก แกะเลือกเฉพาะไข่แดง มาขยี้ผสมกับน้ำมันพืชให้เป็นเนื้อเดียวกัน เพื่อใช้ทามือแล้วก็อุปกรณ์สำหรับในการทำข้าวควบ
  • นำแผ่นพลาสติกตัดเป็นวงกลม เส้นผ่านศูนย์กลางโดยประมาณราวๆ 5 นิ้ว บิแป้งโดยประมาณหัวนิ้วโป้ง กดให้แบน กดคลึงแป้งให้เป็นวงกลมด้วยกระบองไม้ คว่ำแผ่นแป้งลงบนแผ่นพลาสติกขนาดใหญ่
  • นำไปผึ่งแดดให้แห้งราวๆ 1 ชั่วโมง
  • พลิกด้านแป้ง รวมทั้งตากบนกระดงไม้ไผ่สาน อีกประมาณ 1 ชั่วโมง
  • แกะแป้งที่ตากออก พักไว้ให้เย็น เอามาเรียงซ้อนกันลงในกระติก และโดยใช้ใบตองรองข้างล่าง และก็ปิดปกคลุมด้านบน เก็บไว้เป็นเวลา 1 คืน
  • นำแผ่นข้าวควบออกมาปิ้งกับเตาถ่าน

เคล็ดลับวิธีการความอร่อย

การปรุง : ไข่ไก่ต้ม ใช้เฉพาะไข่แดง เอามาขยี้ให้เข้ากับน้ำมันบ้างเล็กน้อย สำหรับทามือระหว่างที่หยิบแป้งข้าวควบ เพื่อไม่ให้ติดแป้งนั้นติดมือ

การเลือกส่วนผสม : น้ำตาลปี๊บให้เลือกแบบที่ไม่มีน้ำตาลผสมเนื่องจากว่าถ้าหากมีน้ำตาลทรายผสม จะมีผลให้ข้าวควบไม่พองตัวเมื่อย่างไฟนั้นเอง…

“กล้วยทอด” อร่อย กรอบ นุ่ม ในคำเดียว

กล้วยทอด

สายของทอดจะต้องจัดเตรียมเขียนสูตร เพราะเหตุว่าวันนี้เราจะพาคุณมาทำ “ กล้วยทอด ” สูตรเด็ด อร่อยเพลิดเพลินทั้งนุ่มทั้งกรอบในคำเดียว บอกเลยว่างานนี้เกลี้ยงจานแน่นอนค่ะ

กล้วยทอด  สูตรเด็ด หอม กรอบ น่าทานสุดๆ

ส่วนผสม

  • กล้วยน้ำว้า 1 หวี
  • แป้งข้าวเจ้า 1 ถ้วย
  • แป้งข้าวโพด 2 ช้อนโต๊ะ
  • กะทิ 1/2 ถ้วย
  • เกลือ 1 ช้อนชา
  • น้ำตาลทราย 1 ถ้วย
  • งาขาวคั่ว 1 ถ้วย
  • มะพร้าวขูด 1 ถ้วย
  • น้ำปูนใส 2 – 3 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมันสำหรับทอด 2 ถ้วย
  • น้ำเย็น 1/2 ถ้วย

วิธีทำ

  • เริ่มต้นด้วยการเตรียมส่วนผสมของแป้งกันก่อน โดยใส่แป้งข้าวเจ้าและแป้งข้าวโพด ลงในชามผสมทั้งหมด จากนั้นเทน้ำกะทิและน้ำปูนใสตามลงไป ตีให้ส่วนผสมเข้ากัน
  • เมื่อผสมเข้ากันแล้วให้ใส่น้ำสะอาดตามลงไปประมาณ 1/4 ถ้วย คนให้เข้ากัน หากน้ำน้อยเกินไปให้ค่อย ๆ เทน้ำที่เหลือตามลงไปได้อีก
  • ค่อย ๆ เติมน้ำตาลทรายลงไป คนให้น้ำตาลทรายละลายไปกับส่วนผสมในถ้วยจนส่วนผสมเข้าเนื้อกัน
  • จากนั้นใส่มะพร้าวขูด ตามด้วยงาขาวคั่วลงไป ผสมให้เข้ากันจนได้แป้งเข้มข้นสำหรับชุบกล้วย
  • ปอกเปลือกและฝานกล้วยเป็นชิ้นบาง ประมาณ 1 ใน 3 ต่อกล้วย 1 ผล ใส่ลงในชามแป้งที่ผสมไว้เรียบร้อยแล้วเตรียมลงทอด
  • ตั้งกระทะด้วยไฟกลางใส่น้ำมันรอให้กระทะร้อน จากนั้นให้นำกล้วยที่ฝานและชุบแป้งแล้วลงทอดในกระทะ หมั่นใช้ตะหลิวคนกล้วยในกระทะไปเรื่อย ๆ เผื่อให้สุกทั่วถึง ใช้เวลาในการทอดกล้วยประมาณ 5 – 8 นาที เมื่อกล้วยสุกให้นำพักไว้ในตะแกรงให้สะเด็ดน้ำมัน หรือหากบ้านไหนมีกระดาษซับมันสามารถนำมาใช้วางรองบนจนเพื่อซับน้ำมันในตัวกล้วย

หมายเหตุ

  • ควรที่จะเลือกกล้วยที่มีลักษณะสีเหลืองแกมเขียว เป็นกล้วยที่ยังไม่สุกดี ด้วยเหตุว่ากล้วยจะได้ไม่สุกนิ่มจนเกินไปเวลาทอด
  • ต้องการที่จะให้กล้วยทอดมีความหอมเพิ่มขึ้น ชี้แนะว่าให้นำใบเตยล้างสะอาดเช็ดถูให้แห้งสนิท มาหั่นเป็นท่อนนำลงใส่ไว้กับน้ำมันในกระทะ เวลานำกล้วยลงทอดจะได้กลิ่นที่หอมน่าทานเพิ่มขึ้น
  • น้ำปูนใสช่วยสำหรับในการเพิ่มความกรอบ ซึ่งถ้าหากคุณแม่บ้านท่านไหนหาน้ำปูนใสมิได้ เราเสนอแนะให้เปลี่ยนแปลงมาใช้ผงฟูราวๆ 1 1/2 ช้อนโต๊ะใส่ลงไปพร้อมด้วยแป้งในขั้นตอนที่ 1 แทนน้ำปูนใสได้เลยจ้ะ จะช่วยทำให้กล้วยทอดของคุณแม่บ้านกรอบน่าทานมากๆ

พร้อมเสิร์ฟแล้วสำหรับเมนูกล้วยทอด หอมกรอบน่าทานสุดๆค่ะคุณ แต่ว่าถึงจะมองเป็นเมนูง่ายๆก็ยังแอบมีกลเม็ดที่ทำให้เมนูนี้อร่อยกว่าเดิมจากที่เราได้ชี้แนะไป ถ้าหากห้ามใจไม่ไหวก็ไม่ต้องรอช้า…

กล้วยบวชชี ขนมไทย อันดับต้น ๆ ที่ทุกคนต้องนึกถึง

ขนมไทยสุดง่าย

ถ้าหากมองหาวิธีทำ ขนมไทยสุดง่าย เชื่อว่าอันดับต้น ๆ ที่นึกถึงคงต้องเป็นวิธีทำกล้วยบวชชีแน่นอน ว่างแบบนี้ๆ มาทำกินเองกันเลย มาพร้อมเคล็ดลับการต้มกล้วยไม่เละ ไม่ดำ รสชาติไม่ฝาด รับรองอร่อยจนคำสุดท้ายจ้า

ขนมไทยสุดง่าย ที่ใครๆต้องได้ลองชิม

ส่วนผสม

-กล้วยน้ำว้าห่าม 1 หวี

-หางกะทิ 500 มิลลิลิตร

-ใบเตย 2 ใบ

-น้ำตาลปี๊บ 4 ช้อนโต๊ะ

-น้ำตาลทราย 4 ช้อนโต๊ะ

-เกลือปริมาณเล็กน้อย

-หัวกะทิ 400 มิลลิลิตร

วิธีทำ

-ต้มกล้วยน้ำว้าในน้ำเดือด ประมาณ 3-5 นาที จนผิวกล้วยเริ่มแตกออก ตักขึ้น ปอกเปลือกแล้วหั่นเป็นชิ้นพอดีคำ

-ต้มหางกะทิกับใบเตยจนเดือด ใส่กล้วยตามด้วยน้ำตาลปี๊บ น้ำตาลทราย และเกลือ ต้มจนเดือดอีกครั้ง ใส่หัวกะทิลงไป ต้มจนเดือดประมาณ 3 นาที ตักใส่ถ้วย พร้อมรับประทาน

กล้วยบวชชี แค่กลิ่นลอยมาก็น้ำลายสอ ประโยชน์ กล้วยน้ำว้า

ขนมไทยสุดง่าย

กล้วยน้ำว้า สรรพคุณ ประโยชน์ บำรุงร่างกายและดูแลสุขภาพ กล้วยน้ำว้า เป็นผลไม้ไทยๆ ที่มีมาแต่โบราณเป็นภูมิปัญญาไทยมีแค่ประเทศไทยประเทศเดียว คนไทยทุกคนเกิดมาก็ต้องรู้จักกล้วยน้ำว้าเป็นอย่างดี

กล้วยน้ำว้า ถึงจะเป็นผลไม้ ที่ไม่น่าจะให้พลังงานได้เยอะ แต่เชื่อหรือไม่ว่า กล้วยเป็นแหล่งพลังงานสำรองชั้นดี ในกล้วย 1 ผล สามารถให้พลังงานได้ร่วม 100 แคลอรี่ มีน้ำตาลธรรมชาติอยู่ 3 ชนิด ทั้ง ซูโครส ฟรุคโทส และกลูโครส รวมไปถึงเส้นใยและกากอาหาร และอุดมด้วย วิตามินบี 6 ที่ช่วยกระตุ้นระบบภูมิต้านทาน แถมแร่ธาตุอย่างแมกนีเซียมและโพแทสเซียม ที่ช่วยป้องกันโรคความดันอีก

ในบรรดากล้วยทั้งหมด กล้วยน้ำว้าให้แคลเซียมสูงที่สุด นอกจากนั้นก็ยังมีวิตามินบี 1 บี 2 ซี และไนอะซิน (บี 6) ในปริมาณที่เท่า ๆ กัน แต่ที่ทำให้กล้วยน้ำว้า มีคุณค่าสารอาหารที่พิเศษกว่ากล้วยชนิดอื่น นั่นก็คือ โปรตีนที่อยู่ในกล้วยน้ำว้า มีกรดอะมิโน อาร์จินิน และฮีสติดิน ซึ่งมีความจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของทารก ถึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมตอนเด็ก ๆ ผู้ใหญ่ถึงให้เรากินกล้วยบด เพราะอุดมด้วยสารอาหาร และวิตามินที่จำเป็นต่อร่างกายเรานั่นเอง

สรรพคุณของกล้วยน้ำว้าช่วยป้องกันโรค

-ช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอ รับประทานวันละ 5 – 6 ผล จะช่วยให้อาการระคายเคืองลดน้อยลง

-ยังช่วยระงับกลิ่นปากได้ วิธีการก็คือ รับประทานกล้วยน้ำว้าหลังตื่นนอนทันที แล้วค่อยแปรงฟัน จะช่วยลดกลิ่นปากได้มาก

-ยังสามารถรักษาโรคกระเพาะ เพราะในกล้วยน้ำว้ามีสารแทนนินอยู่มาก จึงสามารถช่วยรักษาอาการท้องเสียแบบไม่รุนแรงได้

-แก้ท้องผูก ก็สามารถแก้ท้องเดินหรือท้องเสียได้

จะเห็นได้ว่ากล้วยน้ำว่ามีประโยชน์มากมาย กล้วยน้ำว้าหารับประทานได้ไม่ยาก ราคาของกล้วยน้ำว้า ก็ไม่แพงเมื่อเทียบกับผลไม้อื่น หากได้รับประทานกล้วยน้ำว้า เพียงวันละ ลูก ก็จะทำให้เราห่างไกลหมอได้พอสมควร หากได้รับประทานกล้วยน้ำว้า เพียงวันละ 5-6 ลูก ก็จะทำให้เราห่างไกลหมอได้พอสมควร

นอกจากนี้ กล้วยน้ำว้า ยังมีแคลเซียมสูงและดูดซึมได้เร็ว 5-6 เท่า เมื่อถูกความร้อนโ ดยเฉพาะ กล้วยบวชชีและกล้วยปิ้ง…

พายไก่ ทำง่าย ๆ เก็บไว้กินได้นานในช่วงนี้

สูตรขนมกรอบนุ่มสอดไส้ไก่ผัดผงกะหรี่

วันนี้จะมา ชวนทำเมนูพายไก่ สูตรขนมกรอบนุ่มสอดไส้ไก่ผัดผงกะหรี่ ทำเองง่าย ๆ ด้วยเตาอบ เก็บไว้กินได้นานในช่วงเก็บตัวหยุดอยู่บ้านเพื่อชาติ

สูตรขนมกรอบนุ่มสอดไส้ไก่ผัดผงกะหรี่ ทำเองง่าย ๆ เก็บไว้กินได้นาน

เพื่อนคนไหนที่กักตัวเองที่บ้านเพื่อหนี Covid-19 อาจรู้สึกเบื่อ ๆ กันบ้าง บ้านไหนที่มีเตาอบอยากชวนเข้าครัวทำขนม เอาไว้กินได้ตลอดวันและเก็บได้นาน ๆ กันค่ะ เราขอนำเสนอวิธีทำพายไก่ สูตรนี้ใช้แป้งพายชั้นสำเร็จรูปสอดไส้ไก่ผัดผงกะหรี่ ห่อแบบสามเหลี่ยม ทาหน้าพายด้วยไข่ก่อนเอาไปอบเพื่อสีสวย น่ากินมากๆ

สูตรขนมกรอบนุ่มสอดไส้ไก่ผัดผงกะหรี่

ส่วนผสม พายไก่

-เนย 2 ช้อนโต๊ะ

-หอมหัวใหญ่ 1/2 ลูก

-ไก่สับ 250 กรัม

-มันฝรั่ง 1 ลูก

-ผงกะหรี่ 2 ช้อนโต๊ะ

-ซีอิ๊วขาว 3 ช้อนโต๊ะ

-น้ำตาลทราย 5 ช้อนโต๊ะ

-แป้งข้าวโพด 1 ช้อนโต๊ะ

-แป้งพายชั้น 1 กล่อง

-ไข่ไก่ 1 ฟอง

วิธีทำพายไก่

-ตั้งกระทะใช้ไฟอ่อน นำเนยลงผัดกับหอมใหญ่จนสุกใส

-พอหอมใหญ่สุกแล้ว ใส่ไก่สับลงไปผัดพอสุก จากนั้นใส่มันหั่นเต๋าต้มสุกลงไปผัดให้เข้ากัน

-ปรุงรสด้วยผงกะหรี่ ซีอิ๊วขาว และน้ำตาลทราย เติมแป้งข้าวโพดลงไปผัดให้เข้ากัน

-ผัดเข้ากันจนข้นเหนียว

-นำแป้งพายสำเร็จรูปมาตัดแบ่งเป็นแผ่นสี่เหลี่ยมตามต้องการ พร้อมเตรียมไส้ไก่ที่ทำไว้ รอจนเย็นตัวลงแล้วนำมาเตรียมห่อ

-ตักไส้ไก่ใส่ลงในแป้งพาย ห่อพับมุมให้เป็นสามเหลี่ยม บีบให้สนิท นำส้อมมากดทับอีกครั้งตามขอบริม

-ส้อมกดแล้วได้ดังในภาพนี้

-ห่อแป้งพายจนหมด จากนั้นเรียงใส่ถาดเตรียมอบ ช่วงนี้เปิดเตาที่อุณหภูมิ 350 องศาฟาเรนไฮต์ และเตรียมไข่มาตีใส่ถ้วย นำมีดมาบั้งตัวพายให้ระบายอากาศ นำไข่มาทาด้านบนก่อนอบ

-นำไปอบที่อุณหภูมิ 350 องศาฟาเรนไฮต์ ประมาณ 20-30 นาที หรือจนกว่าจะเหลืองกรอบ

-พออบผ่านไป 30 นาที เราก็จะได้พายไส้ไก่หอมออกจากเตามาร้อน ๆ พายไก่นี้เก็บใส่กล่องกินได้นานหลายวันค่ะ เหมาะสำหรับทำแล้วเก็บได้หลายวัน ช่วงเรากักตัวอยู่บ้านระหว่างมีโควิด 19 กินได้ทุกเวลาไม่ต้องนำมาอุ่น สะดวกและอร่อยด้วยค่ะ

เรียบร้อยสำหรับพายไก่อร่อย ๆ ขั้นตอนไม่ยุ่งยากไม่ต้องเสียเวลานวดแป้ง และเก็บไว้กินได้นานด้วย สามารถเปลี่ยนเป็นพายไส้อื่น ๆ เช่น พายสับปะรด พายแอปเปิล พายเห็ด พายเผือก พายหมูแดง พายหมูหย็อง อีกด้วย…

น้ำแข็งไสสตรอเบอรี่โยเกิร์ต เมนูคลายร้อน

อากาศร้อนๆ

อากาศร้อนๆ แบบนี้ต้องหาน้ำแข็งใสทานแล้วหละ แต่เราจะเพิ่มความพิเศษให้มากว่านั้น เพื่อได้ความสดชื่นจากผลไม้และน้ำหวาน ให้ทุกคนได้ลองทำตามกันง่ายๆ วิธีไม่ซับซ้อน งั้นเราลงมือทำกันเลยดีกว่า

อากาศร้อนๆ แบบนี้ต้องหาน้ำแข็งไสสตรอเบอรี่โยเกิร์ต

ส่วนผสม

-นมสด 60 มิลลิลิตร

-โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 1 ถ้วย

-น้ำเชื่อม 30 มิลลิลิตร

-สตรอเบอรี่ 10 ลูก

-น้ำแข็งก้อน 2 แก้ว

วิธีทำ

-นำนมมาผสมกับโยเกิร์ต แล้วคนให้ส่วนผสมละลายเข้ากัน

-นำไปกรองเพื่อให้โยเกิร์ตเนื้อเนียนขึ้น จากนั้นนำใส่ขวดโหล ปิดฝาให้สนิทเพื่อกันลม ทิ้งไว้ในตู้เย็น

-ล้างสตรอเบอร์รี่ให้สะอาด จากนั้นตัดจุกออกแล้วผ่าครึ่ง

-นำสตรอเบอร์รี่มาปั่นกับน้ำแข็งจนละเอียด ใส่น้ำเชื่อมเพื่อปรุงความหวานตามใจชอบ

-เทใส่แก้ว ราดด้วยโยเกิร์ตสลับชั้นกับสตรอเบอรี่ปั่นเพื่อความสวยงาม พร้อมเสิร์ฟทันที

ประโยชน์ของสตรอว์เบอร์รีกับสุขภาพของเรามีอยู่ดังนี้

-ช่วยบูสต์ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย
สตรอว์เบอร์รีเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง โดยข้อมูลจากกองโภชนาการ กรมอนามัย ระบุว่า สตรอว์เบอร์รี 9 ผล จะให้วิตามินซีมากถึง 112 มิลลิกรัม ซึ่งเป็นปริมาณวิตามินซีที่มากพอกับขนาดที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน ดังนั้นการกินสตรอว์เบอร์รีจึงสามารถช่วยเสริมกำลังของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายได้

อีกทั้งผลการศึกษาจาก UCLA เมื่อปี 2010 ยังแสดงให้เห็นว่า วิตามินซีที่มีในสตรอว์เบอร์รียังจัดเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีต่อระบบไหลเวียนของหลอดเลือดเราด้วยนะคะ

-ช่วยควบคุมความดันเลือดและชะลอการอุดตันของหลอดเลือด
ข้อมูลจากกองโภชนาการ กรมอนามัย ระบุว่า นอกจากสตรอว์เบอร์รีจะเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงแล้ว ในสตรอว์เบอร์รียังมีใยอาหารค่อนข้างสูง และมีส่วนประกอบของน้ำค่อนข้างมาก แถมยังมีสารที่ช่วยควบคุมความดันเลือดและชะลอการอุดตันของหลอดเลือดหัวใจได้อีกต่างหาก

-ช่วยลดคอเลสเตอรอล ดีต่อใจ
ซูเปอร์ไฟเบอร์เพกตินในสตรอว์เบอร์รีมีคุณสมบัติช่วยลดปริมาณคอเลสเตอรอลได้ในระดับหนึ่ง นอกจากนี้วิตามินซีและไฟเบอร์ของสตรอว์เบอร์รียังมีส่วนในการลดจำนวนคอเลสเตอรอลที่เกาะตามผนังหลอดเลือดได้ด้วย

ขณะที่การศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดยังพบว่า สารแอนโทไซยานินในสีแดงสดของผลสตรอว์เบอร์รีก็มีส่วนสำคัญในการลดความเสี่ยงโรคหัวใจ เพราะจัดเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ มีคุณสมบัติช่วยป้องกันเซลล์ในร่างกาย และช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อหัวใจให้แข็งแรงได้อีกทาง

-ลดความดันโลหิต
การศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ The American Journal of Clinical Nutrition พบว่า สารฟลาโวนอยด์ในผลไม้ตระกูลเบอร์รีทุกชนิดสามารถช่วยป้องกันความดันโลหิตสูงและช่วยลดระดับความดันโลหิตได้ เนื่องจากสตรอว์เบอร์รีก็มีโพแทสเซียมและแมกนีเซียมซึ่งเป็นสารสำคัญที่ช่วยควบคุมระดับความดันโลหิตของเราให้อยู่ในจุดสมดุลนั่นเอง

-บำรุงและดูแลสุขภาพตา
สารต้านอนุมูลอิสระและวิตามินซีในสตรอว์เบอร์รีมีส่วนช่วยป้องกันโรคต้อ และชะลอความเสื่อมของดวงตาจากการถูกรังสียูวีทำลายได้ นอกจากนี้วิตามินซียังเป็นสารอาหารสำคัญของการบำรุงดูแลเลนส์ตาและกระจกตาของเราให้สมบูรณ์แข็งแรง ลดความเสี่ยงต่อโรคและความผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นกับดวงตาของเรา

-ช่วยลดน้ำหนัก
สตรอว์เบอร์รีมีคุณสมบัติช่วยเพิ่มการผลิตฮอร์โมนอะดิโปเนกติน  และฮอร์โมนเลปติน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ช่วยเร่งระบบการเผาผลาญ จัดการไขมันสะสมในร่างกายได้อยู่หมัด ฉะนั้นสาว ๆ ที่อยากลดน้ำหนักให้ได้ประสิทธิภาพมากขึ้น ก็ไม่ควรพลาดสตรอว์เบอร์รีด้วยประการทั้งปวง

-บำรุงผิวให้เปล่งปลั่ง ดูอ่อนกว่าวัย
ผลการศึกษาจาก American Journal of Clinical Nutrition เผยว่า วิตามินซีที่มีอยู่เยอะในสตรอว์เบอร์รีก็มีส่วนช่วยลดริ้วรอย ความหย่อนคล้อย และความแห้งกร้านของผิวพรรณที่เกิดจากความเสื่อมตามอายุได้ด้วยนะจ๊ะสาว ๆ

-แก้ท้องผูก
สตรอว์เบอร์รีเพียง 9 ผล ก็มีไฟเบอร์ราว ๆ 3.4 กรัมแล้วนะคะ ซึ่งไม่เพียงเท่านั้น เพราะในสตรอว์เบอร์รีก็ยังมีกรดโฟลิก กรดที่ช่วยกระตุ้นระบบขับถ่าย จึงช่วยแก้ปัญหาท้องผูกให้กับเราได้ แต่ทั้งนี้ก็ควรกินผัก-ผลไม้อื่น ๆ ร่วมด้วย เพื่อให้ร่างกายได้รับใยอาหารที่หลากหลาย โดยเฉพาะคนที่มีอาการท้องผูกหนักมาก ๆ

-เป็นผลไม้ต้านมะเร็ง
American Cancer Society เผยประโยชน์ดี๊ดีของสตรอว์เบอร์รีมาว่า ไฟโตนิวเทรียนท์  หรือสารพฤกษเคมี บวกกับวิตามินซี และแร่ธาตุดี ๆ อีกหลายชนิดในสตรอว์เบอร์รี ก็มีส่วนสำคัญในการต้านเซลล์มะเร็ง และมีสรรพคุณบำบัดโรค โดยเฉพาะคุณสมบัติป้องกันโรคมะเร็งเต้านมของคุณสาว ๆ

-ลดการอักเสบในร่างกาย
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด เผยผลการศึกษามาว่า ผู้หญิงที่กินสตรอว์เบอร์รีสัปดาห์ละ 16 ผลขึ้นไป จะมีแนวโน้มเสี่ยงต่ออาการอักเสบลดลง โดยเฉพาะอาการข้อต่ออักเสบ โรคเกาต์ หรือโรคข้อเสื่อม เนื่องจากสตรอว์เบอร์รีมีสารต้านอนมูลอิสระค่อนข้างสูง และยังมีสารพฤกษเคมีที่มีคุณสมบัติล้างกรดยูริกอันเป็นกรดที่กระตุ้นให้เกิดโรคข้อต่าง ๆ ได้

-บำรุงสมอง
ความเสื่อมของเส้นประสาทและประสิทธิภาพการทำงานของสมองมีสาเหตุมาจากอนุมูลอิสระที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นตามอายุของเรา แต่เราเองก็สามารถป้องกันความเสื่อมสภาพของสมองได้ด้วยการรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระสูงอย่างสตรอว์เบอร์รีนี่เองค่ะ

-ป้องกันปัญหาสุขภาพฟัน
อย่างที่ทราบกันดีว่าสตรอว์เบอร์รีเป็นผลไม้มีวิตามินซีสูง ซึ่งในวิตามินซีก็มีกรดแอสคอร์บิก  ที่มีคุณสมบัติช่วยป้องกันเลือดออกตามไรฟัน อีกทั้งในสตรอว์เบอร์รียังมีโพลีฟีนอล ที่ช่วยลดการสะสมของคราบพลัค พร้อมทั้งมีคุณสมบัติบำรุงสารเคลือบฟันของเราได้อีกทางด้วยนะคะ

 …

เต็มปาก เต็มคำ กับ “โตเกียวยักษ์” เมนูสุดโปรดหน้าโรงเรียน

บอกเลยว่าไม่มีใครไม่รู้จัก

บอกเลยว่าไม่มีใครไม่รู้จัก “ขนมโตเกียว” นั้นถือว่าเป็นขนมโปรดปรานในวัยเด็กของใครหลาย ๆ คนกันใช่ไหมละคะ เพราะเป็นเมนูอร่อยหน้าโรงเรียน น่ารับประทานได้ไม่ยาก แต่พอโตขึ้นมาก็แอบคิดถึงเจ้าขนมนี้อยู่ไม่น้อย

บอกเลยว่าไม่มีใครไม่รู้จัก

บอกเลยว่าไม่มีใครไม่รู้จัก “ขนมโตเกียว” เมนูอร่อยหน้าโรงเรียน

สำหรับใครที่อยากย้อนวัยไปชิมรสอร่อยของขนมโตเกียว วันนี้เรามีสูตรเด็ด “โตเกียวยักษ์” มาให้ได้ลองทำกัน รับรองกินชิ้นเดียวไม่พอต้องต่ออีกหลายชิ้นกันเลย

ส่วนผสมโตเกียวยักษ์

-แป้งสาลีอเนกประสงค์ 1 ถ้วยตวง

-ไส้กรอกต้ม 5 ชิ้น

-หมูสับต้มสุก 100 กรัม

-ไข่ไก่ 2 ฟอง

-เกลือป่น 1/4 ช้อนชา

-เบกกิ้งโซดา 1/4 ช้อนชา

-ผงฟู 1 ช้อนชา

-นมสด 1 ถ้วยตวง

-น้ำตาลทราย 1/4 ถ้วยตวง

-ซอสมะเขือ

-เทศมายองเนส

วิธีทำโตเกียวยักษ์

-ขั้นตอนแรก ผสมวัตถุดิบสำหรับทำแป้งโตเกียว โดยเริ่มจากตีแป้ง เกลือ เบกกิ้งโซดาและผงฟูให้เข้ากัน แนะนำว่าให้ใช้ที่ร่อนในการผสมเพื่อทำให้เนื้อแป้งเนียนและเข้ากันได้ดีมากขึ้น เวลารับประทานจะได้เนียนนุ่มอร่อยกว่าเดิม

-เมื่อผสมแป้งในข้อ 1 เรียบร้อยแล้ว ให้นำนม น้ำตาลทราย และไข่ไก่ ผสมตามลงไป เสร็จแล้วตีให้เข้ากันเพื่อที่แป้งจะได้ไม่จับตัวเป็นเม็ดหรือขึ้นฟอง

-นำกระทะตั้งไฟอ่อน ๆ รอ และใช้สเปรย์น้ำมัน หรือจะหยดน้ำมันลงไปเล็กน้อยก็ได้ รวมถึงเนยสดที่เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่สามารถนำมาใช้ได้แทนน้ำมันเพื่อความหอมของโตเกียวยักษ์

-เมื่อกระทะร้อนได้ที่ ให้ตักแป้งผสมลงไปกลางกระทะ 1 ทัพพี แล้วปาดแป้งเป็นแผ่นกลมให้ทั่วกระทะ ขั้นตอนนี้ต้องทำอย่างรวดเร็วเพื่อป้องกันแป้งจับเป็นก้อนบนกระทะ

-เมื่อแป้งสุกแล้ว นำเอามายองเนสและซอสมะเขือเทศปาดลงบนแผ่นแป้ง แล้วจึงนำไส้กรอก หมูสับมาใส่ตรงกลางไส้ เสร็จแล้วค่อย ๆ ม้วนโตเกียวยักษ์บนกระทะให้สวยงาม แค่นี้ก็พร้อมเสิร์ฟความอร่อยแล้วชิ้นโตกันได้แล้ว

เคล็บลับ ***อย่างแรกที่แนะนำสำหรับมือใหม่ก็คือ ให้ใช้กระทะเทปลอนเพื่อป้องกันแผ่นแป้งติดกระทะ รวมถึงต้องเลือกเปิดไฟอ่อน ๆ ในการทำ เมื่อกระทะร้อนแล้วให้ใช้เนยหรือน้ำมันทากระทะก่อนเสมอเพื่อความเนียนสวยของแผ่นแป้งโตเกียวยักษ์ และท้ายสุด

สำหรับใครที่อยากให้แป้งออกมามีกลิ่นหอมหวานกว่าเดิม สามารถเหยาะกลิ่นวานิลลาลงไปในขั้นตอนการผสมแป้ง เพื่อที่จะทำให้โตเกียวยักษ์มีกลิ่นหอมเย้ายวนน่าทานมากขึ้น…

สูตรสละลอยแก้ว เมนูผลไม้ไทย ​ หลากเมนูอร่อยมีประโยชน์ ช่วยอุดหนุนเกษตรกรไทย

สูตรสละลอยแก้ว

สูตรสละลอยแก้ว เมนูผลไม้ไทย

สูตรสละลอยแก้ว สละพวงเบ้อเร่อถ้าให้กินหมดคงไม่ไหว ขอดัดแปลงเอามาทำสละลอยแก้วสักถ้วยดีกว่า จับสละไปต้มกับน้ำเชื่อมจนเดือด เสร็จแล้วเสิร์ฟกับน้ำแข็ง

ส่วนผสม สละลอยแก้ว

• สละ หรือระกำ 500 กรัม
• น้ำตาลทราย 300 กรัม
• น้ำเปล่า 300 กรัม
• น้ำเปล่าผสมเกลือ (สำหรับแช่สละ)
• เกลือป่น ปลายช้อนชา

วิธีทำสละลอยแก้ว

1. ปอกเปลือกสละออกแล้วใช้มีดคว้านเม็ดออก เอาเฉพาะเนื้อแล้วนำไปแช่ในน้ำเกลือเตรียมไว้
2. ใส่น้ำลงในหม้อ นำขึ้นตั้งไฟแรงจนเดือด จากนั้นลดเป็นไฟอ่อนแล้วใส่น้ำตาลทรายลงไปเคี่ยวจนน้ำตาลทรายละลาย
3. นำสละ (สะเด็ดน้ำเกลือแล้ว) ใส่ลงในหม้อน้ำเชื่อม ใส่เกลือลงไปเล็กน้อย (พอให้มีรสเค็มเล็กน้อย) รอจนน้ำเชื่อมเดือดอีกครั้ง ปิดไฟ พักไว้จนเย็น
4. ตักสละลอยแก้วใส่ลงในถ้วย ใส่น้ำแข็งลงไป พร้อมเสิร์ฟ  บาคาร่า

สูตรขนมปังอบชีสสายรุ้ง งบไม่ถึงร้อยทำอร่อยไม่ต้องซื้อ

สูตรขนมปังอบชีสสายรุ้ง

สูตรขนมปังอบชีสสายรุ้ง งบไม่ถึงร้อยทำอร่อยไม่ต้องซื้อ

สูตรขนมปังอบชีสสายรุ้ง ขนมปังชีสสายรุ้งขายที่ไหน ? จะสนใจทำไม มาทำกินเองดีกว่าจ้า ไม่ต้องง้อใคร คนอยู่ไกลก็ทำได้ วันนี้กระปุกดอทคอมนำวิธีทำขนมปังอบชีสสายรุ้ง สูตรจาก คุณสมาชิกหมายเลข 858048 สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอมคอม มาฝากไว้ตรงนี้แล้วจ้า บางคนก็เรียก ชีสเรนโบว์ ขนมปังชีสยืด แซนด์วิชชีสสายรุ้ง ปังยืดสีรุ้ง หรือจะอะไรก็ตามแต่ หยุดคิดแล้วไปซื้อของมาเตรียมทำกันเลยดีกว่า ซื้อของครั้งเดียวไม่ถึง 100 บาท แต่ทำได้หลายชิ้น อยากจะอบไปฝากใครก็เชิญเลย รับรองว่าต้องร้องว๊าวกันทุกคน
“ปังปิ้งสายรุ้ง” งบไม่ถึงร้อย แถมถ่ายรูปอวดเพื่อนก็สวย โดย คุณสมาชิกหมายเลข 858048 สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอมคอม

สวัสดีค่ะทุกคน วันนี้จะมาทำขนมปังปิ้งโดยมีชีสสี ๆ ยืด ๆ เป็นไส้ด้านใน กินเปล่า ๆ ก็อร่อย ถ่ายรูปอวดเพื่อน ๆ ก็สวย แถมงบในการทำก็ไม่แพง ว่าแล้วก็ไปทำกันเลยค่ะ

ส่วนผสม ขนมปังชีสสายรุ้ง

• ขนมปัง 2 แผ่น
• มอสซาเรลล่าชีส 1 แพ็ก
• สีผสมอาหาร สีม่วง สีฟ้า สีเขียว สีเหลือง สีส้ม สีแดง (หรือสีอื่น ๆ เอาตามที่เรามีก็ได้ค่ะ)
• เนยสด เล็กน้อย

วิธีทำขนมปังชีสสายรุ้ง
1. แบ่งมอสซาเรลล่าชีสใส่ภาชนะ 6 ส่วน
2. ใส่สีผสมอาหารลงในชีสแต่ละถ้วย ไม่ต้องใส่ให้สีเข้มนะคะ เพราะเวลาอบออกมาจะไม่น่ากิน
3. ทาเนยลงบนขนมปังแผ่นด้านบนแล้วนำชีสมาเรียงทีละสี จนครบ
4. นำขนมปังด้านที่ทาเนยลงไปปิ้งในกระทะใช้ไฟอ่อน ทาเนยลงบนขนมปังด้านบนอีกครั้ง ปิดฝาอบ 1 นาที จากนั้นกลับขนมปังอีกด้านลงไปปิ้ง ปิดฝาอบอีก 1 นาที เป็นอันเสร็จเรียบร้อยค่ะ

ค่าใช้จ่าย

1. ขนมปัง 6 แผ่น ราคา 30 บาท เราใช้ 2 แผ่น = 10 บาท
2. มอสซาเรลล่าชีส แพ็กละ = 70 บาท
3. สีผสมอาหารขวดละ 10 บาท ใช้สีละ 3 หยด ตกสีละ 2 บาท = 12 บาท
4. เนย = 5 บาท

ราคารวมทั้งสิ้น 97 บาท

แนะนำให้กินกับซอสมะเขือเทศจะอร่อยแบบฟินเลยค่ะ ถ้ากินแบบธรรมดามันจะเค็ม ๆ เลี่ยน ๆ ถ้าอธิบายไม่เข้าใจตรงไหน ถามได้นะคะ พอดีโดนสั่งให้ปิดคอมฯ เลยต้องรีบพิมพ์ไปนิดค่ะ

บาคาร่า

สูตรขนมชั้นอัญชัน เมนูขนมชั้นใส่ไอเดีย ขนมไทยประยุกต์สุดเก๋ เติมสีสันชวนหยิบกิน

สูตรขนมชั้นอัญชัน

สูตรขนมชั้นอัญชัน เมนูขนมชั้นใส่ไอเดีย

สูตรขนมชั้นอัญชัน ใครมีอัญชันขึ้นดก ๆ ลองแบ่งมาทำ เมนูขนมชั้นอัญชันสักถาดสิคะ สูตรนี้เติมกลิ่นมะลิเพิ่มความหอม กินตอนอุ่น ๆ จะได้ไม่ลวกปากนะคะ

ส่วนผสม ขนมชั้นอัญชัน

​​ ​​​​ ​​​​​​•​ หัวกะทิ 2 ถ้วย
​​ ​​​​ ​​​​​​•​ น้ำตาลทราย 1 ถ้วย
​​ ​​​​ ​​​​​​•​ แป้งเท้ายายม่อม 1/8 ถ้วย
​​ ​​​​ ​​​​​​•​ แป้งข้าวเจ้า 1/4 ถ้วย
​​ ​​​​ ​​​​​​•​ แป้งมันสำปะหลัง 1 ถ้วย
​​ ​​​​ ​​​​​​•​ น้ำดอกอัญชันคั้นเข้มข้น
​​ ​​​​ ​​​​​​•​ กลิ่นมะลิ เล็กน้อย
​​ ​​​​ ​​​​​​•​ น้ำมันพืช (สำหรับทาถาด)

วิธีทำขนมชั้น

1. ใส่กะทิลงในหม้อ นำขึ้นตั้งไฟ เติมน้ำตาลทรายลงไปคนให้เข้ากันจนละลาย ปิดไฟ พักทิ้งไว้จนเย็น ตักเอาหัวกะทิที่อยู่ด้านบนใส่ภาชนะเก็บไว้
2. ผสมแป้งเท้ายายม่อม แป้งมันสำปะหลัง และแป้งข้าวเจ้าในอ่างผสม ค่อย ๆ เทหัวกะทิใส่ลงไปทีละน้อยสลับกับใช้มือนวดแป้ง พอนวดจนแป้งเป็นก้อนแล้วนวดต่ออีก ประมาณ 15 นาที เทน้ำกะทิที่เหลือใส่ลงไป ตามด้วยกลิ่นมะลิ คนผสมให้เข้ากันเป็นเนื้อเดียว นำไปกรองด้วยกระชอน
3. เติมน้ำดอกอัญชันคั้นเข้มข้นลงไป คนผสมสีให้เข้ากัน
4. ทาน้ำมันพืชลงบนถาดสำหรับนึ่งขนมชั้นให้ทั่ว

เคล็ดลับ : การทาน้ำมันพืชลงบนถาดจะช่วยทำให้แกะขนมชั้นออกจากพิมพ์ได้ง่ายขึ้น

5. นำชุดนึ่งขึ้นตั้งไฟ รอจนน้ำเดือดพล่าน จากนั้นวางถาดสำหรับนึ่งขนมลงไปแล้วตักส่วนผสมแป้งสีม่วงใส่ลงไปในพิมพ์ทำเป็นชั้นที่ 1 ปิดฝานึ่งประมาณ 5-7 นาที
6. พอชั้นที่ 1 สุกแล้วให้เปิดฝาแล้วตักส่วนผสมสีม่วงใส่ลงไป ปิดฝานึ่งต่อ ทำสลับกันไปเรื่อย ๆ จนส่วนผสมแป้งหมดและเต็มพิมพ์

เคล็ดลับ : เวลานึ่งขนมชั้นต้องรอให้น้ำเดือด เพราะหน้าขนมชั้นจะได้ไม่เป็นคลื่น

7. เมื่อนึ่งเสร็จแล้วนำขนมชั้นออกมาจากชุดนึ่ง พักไว้ให้เย็นลง นำออกจากพิมพ์ ผ่าแบ่งครึ่งขนมชั้นตามยาวแล้วลอกขนมแต่ละชั้นออกมาเป็นแผ่น ม้วนเป็นรูปดอกกุหลาบ โดยม้วนแผ่นขนมชั้นเข้ามา 1 ทบ พับกลีบแรกไปข้างหลัง 45 องศา แล้วจึงพับตลบขึ้นมา ทำซ้ำเรื่อย ๆ จนหมด พร้อมเสิร์ฟ  บาคาร่า